แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยายแปล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิยายแปล แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

"มหัศจรรย์ อินโก" วรรณกรรมเยาวชนสำหรับเด็ก หรือเปล่านะ?

"ข้าหวังใจได้ไปอยู่ในอินโก
ไกลออกไปในทะเลแสนเค็ม
ล่องเรือเหนือผืนน้ำสุดลึำกล้ำ..."

ขอสารภาพตามตรงเลยว่า ตอนแรกที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาก็เพราะ "ปก" พอเปิดผ่านๆ ไปได้นิดหนึ่งก็เห็นว่าเป็นหนังสือสำหรับเด็กที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงือกๆ ซึ่งก็เป็นแนวที่สนใจอยู่ เรื่องของเรืื่องคือไม่ได้อ่านหนังสือเด็กมานานมากแล้วเลยไม่แน่ใจว่ามาอ่านตอนนี้จะสนุกหรือเปล่า แต่ก็ตัดสินใจซื้อเพราะเห็นว่าเรื่องราวเข้าท่่าดีค่ะ :->

พอนั่งอ่านเป็นเ่รื่องเป็นราวก็เริ่มรู้สึกว่า อุแม่เจ้า! นี่มันหนังสือสำหรับเด็กหรือนี่... และยิ่งเป็นเด็กอายุ 9-12 ขวบด้วย (ตามการจัดเรทของฝรั่ง) เพราะเนื้อหาในหนังสือมันช่างซีเรียสและสมจริงเสียเหลือเกิน ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งพ่อที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ครอบครัวที่ใกล้จะอับปาง แม่ที่เก็บกด ลูกสาวที่ไม่ยอมเชื่อฟัง และโลกใต้น้ำที่แสนมหัศจรรย์ แต่ก็โหดร้ายด้วยในขณะเดียวกัน...

อ่านแล้วก็คิดว่า "นี่น่าจะเป็นหนังสือสำหรับเด็กอายุ 9 ขวบ หรือเปล่า?"

...ก่อนพบอินโก พ่อที่หายตัวไป และเด็กหญิงเจ้าปัญหา...

หนังสือเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของสองพี่น้อง แซฟไฟร์ และคอเนอร์ ที่พ่อของพวกเขาหายตัวไปอย่างลึกลับกลางทะเลในคืนหนึ่ง การหายตัวไปของพ่อนับเป็นปริศนาสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน เนื่องจากใครๆ ก็รู้ว่าเขารู้จักทะเลเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง จึงยากจะเชื่อว่าจะพลาดท่าเสียทีให้แก่ทะเลในคืนที่คลื่นลมสงบได้

เมื่อพ่อหายไป แม่กลายเป็นคนที่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดของบ้าน และนั่นเองที่ทำให้บ้านไม่เป็นบ้านอีกต่อไป นอกจากจะขาดพ่อแล้ว เด็กทั้งสองคนยังเหมือนขาดแม่อีกด้วย ความที่ต้องทำงานหนักและไม่ค่อยอยู่บ้านเลยทำให้แม่กับลูกไม่ค่อยจะสื่อสารกัน โดยเฉพาะกับเด็กหญิงแซฟไฟร์ ที่รู้สึกมาตลอดเวลาว่าคอร์เนอร์เป็นคนโปรดของแม่ ไม่ใช่ตัวเอง

แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่เข้ามาจุดประกายความหวังให้เด็กทั้งสอง แซฟไฟร์รู้สึกผิดสังเกตเมื่อพบว่าคอร์เนอร์หายตัวไปบ่อยขึ้น วันหนึ่งเธอพบพี่ชายอยู่บนชายฝั่งกำลังคุยกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่เธอคิดว่าสวมชุดประดาน้ำ และครั้งที่สองที่แซฟไฟร์ตามคอเนอร์ออกไปที่ทะเล เธอก็ได้พบกับ "ฟาโร" เงือกเด็กชายที่พาเธอลงไปรู้จักกับโลกใต้น้ำที่แสนมหัศจรรย์ และเกือบไปถึงดินแดนที่เรียกว่า "อินโก"

การได้รู้ว่ามี "อินโก" อยู่ ทำให้เด็กทั้งสองเริ่มมีความหวังว่าพ่ออาจยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งในหนังสือก็ได้กล่าวเป็นนัยๆ มาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่า่พ่อของพวกเขาอาจมีสายเลือดของเงือกหรือชาวอินโกอยู่ในตัว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนอ่านจะรับรู้ได้ว่าพ่อของเด็กๆ ไม่ได้หายตัวไปไหนนอกจากไปอยู่ในอินโกนั่นเอง... (ยกเว้นว่าคนเขียนจะหักมุมให้เป็นอย่างอื่นในภาค 2 น่ะนะ)

เฮเลน ดันมอร์ ผู้เขียน บรรยายถึงเฉากใต้น้ำได้อย่างสมจริง ภาพของท้องทะเลสีเขียวเข้ม กับสรรพชีวิตใต้ทะเลที่เคลื่อนไหวไปมา ทำให้เรามองเห็นโลกอีกโลกหนึ่งทีสุขสงบ ในขณะที่ภาพของกระแสน้ำที่โลดแล่นรุนแรงก็สื่อถึงอันตรายของสิ่งที่มองไม่เห็นได้อย่างชัดเจน

...พบเงือกขี้โมโห...

อย่างไรก็ตาม ชาวเงือกที่เด็กๆ ไม่ใช่เงือกใจดีอย่างในนิยทาน พวกเขายโส ขี้โมโห และยังเต็มไปด้วยความลึกลับ การที่ "ฟาโร" รู้อะไรต่างๆ มากมายแต่ไม่ยอมเปิดเผยออกมานั้น ช่างดูมีเลศนัย และจิตเจตนาที่มุ่งร้ายต่อเหล่านักประดาน้ำที่มารบกวน "ลิมินา" ก็ทำให้เงือกเด็กตัวนี้เกือบๆ จะเป็นตัวร้ายของเรื่องเลยทีเดียว

หากจะให้มีแ่ต่เงือกขี้โมโหเป็นเพื่อน เด็กๆ ก็คงดูน่าสงสารเกินไป ผู้เเขียนเลยส่ง "คุณยายคาร์น" มาเป็นแม่ทูนหัวหรือนางฟ้าผู้อารีให้เด็กๆ ในตอนที่แซฟไฟร์ซึ่งมีความเป็น "อินโก" อยู่ในตัวมากกว่าพี่ชายทนเสียงเรียกร้องของทะเลไม่ไหวนั้น ก็ได้คุณยายคาร์นนี่แหละมาช่วยไว้ได้ทันเวลา และุคุณยายคาร์นยังเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องอินโก และเชื่อว่าพ่อของพวกเด็กๆ ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

ในเรื่องนี้เด็กหญิงแซฟไฟร์เล่นบทบาทเป็นเด็กเจ้าปัญหา การจากไปของพ่อมีผลกระทบต่อเธอมากกว่าพี่ชาย อีกทั้งการที่เธอรู้สึกว่าไม่ใช่คนโปรดของแม่อาจทำให้เธอรู้สึกเป็นคนนอกในบ้านตัวเองอีกด้วย ความรู้สึกที่ว่านี้ชัดเจนขึ้นเมื่อแม่มีคนรักใหม่ (โรเจอร์) และพยายามนำเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว

แม้โรเจอร์จะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่แซฟไฟร์ก็รับเรื่องนี้ได้ยากเต็มที พ่อหายตัวไปไม่ถึงปีแม่ก็มีคนรักใหม่ ต่างจากคอร์เนอร์ที่ดูจะรับเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า (อ่านแล้วก็งงๆ เหมือนกันว่าไหงแม่ของเด็กๆ ถึงได้ตัดสินใจจะหาพ่อใหม่รวดเร็วนัก) แม้จะเกลียดขี้หน้่าึึคนรักใหม่ของแม่ แต่เมื่อบททดสอบมาถึงแซฟไฟร์ก็ต้องเลือกระหว่างการเพิกเฉย กับการช่วยชีวิต "โรเจอร์" ให้ได้ ซึ่งคนอ่านก็คงคาดเดาได้ว่าเธอจะเลือกอะไร

...เกี่ยวกับผู้เขียน และบทสรุปของหนังสือ...

เฮเลน ดันมอร์ เก่งในการสร้างบรรยากาศสมจริง ทั้งการบรรยายถึงเมืองเล็กๆ ริมฝั่งทะเลในคอร์นวอลล์ (ทั้งๆ ที่ผู้เขียนเกิดและโตในยอร์กเชียร์) อุปนิสัยช่างซุบซิบนินทาของผู้คนในเมืองเล็ก ความเชื่อในท้องถิ่น และชีวิตครอบครัวที่เปราะบาง พล็อตเรื่องไม่มีอะไรใหม่ตามประสาหนังสือชุด (Series) แต่ผู้เขียนก็ได้ทิ้ง hint ไว้ด้วยว่าคอร์เนอร์อาจมีบทบาทสำคัญในภาคต่อๆ ไป เพราะเขามีลักษณะเหมือนคุณยายคาร์นที่เป็นแม่มดนั่นเอง

โดยรวมแล้ว "มหัศจรรย์...อินโก" เป็นหนังสือที่อ่านสนุก มีความสมจริง แต่ติดที่การดำเนินเรื่องออกจะอืดไปมาก และพล็อตเรื่องไม่มีอะไรใหม่ นอกจากนี้ยังอาจมีความรุนแรงแฝงอยู่ (เช่น เงือกที่มุ่งร้ายต่อนักประดาน้ำ หากคนพวกนั้นจะตายก็ไม่เป็นไร, พ่อที่หายไปอาจถูกฆ่าตายกลางทะเล, การกล่าวถึงนัยะเรื่องทางเพศแบบอ้อมๆ เมื่อแม่มีคนรักใหม่ ฯลฯ)

เนื้อหาเหล่านี้ทำให้ในหน้า comment ของอเมซอนมีเหล่าคุณแม่ที่ออกมาแสดงความเห็นกันฟันธงไปเลยว่า "หนังสือเรื่องนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็ก" แต่เราว่าเด็กๆ สมัยนี้แก่แดดกันจะตาย อาจมีวุฒิภาวะมากกว่าที่เราคิดไว้ก็ได้ แ่ต่พอคิดว่าเป็นเด็กอายุ 9 ขวบแล้ว ก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่าหนังสือเรื่องนี้ออกจะเนื้อหาหนักและมืดหม่นเกินไปสำหรับเด็กอายุ 9 ขวบ แต่โชคดีที่ในเมืองไทย ทาร์เก็ตของหนังสือเล่มนี้ซึ่งจัดพิมพ์โดย เพิร์ล พับบลิสชิง จะมีอายุอยู่ในราว ม.ปลาย (จากการเดินสำรวจในงานสัปดาห์หนังสือ) หรือประมาณ 14-15 ขึ้นไป

วรรณกรรมเยาวชน ชุด "อินโก" (Ingo) มี 4 เล่ม ได้แก่ Ingo (2005), The Tie Knot (2006), The Deep (2007) และ The Crossing of Ingo (2008) ซึ่งเป็นเล่มจบ

เฮเลน ดันมอร์ ยังเป็นนักเขียนที่มีผลงานหลากหลาย ทั้งนิยายสำหรับผู้ใหญ่ (ไม่ได้หมายถึงเรื่องอีโรติกนะคะ แต่หมายถึงนิยายทั่วไปน่ะ อย่าคิดลึกนะ หุๆ ^ ^ ) วรรณกรรมเยาวชน บทกวี และบทความต่างๆ และยังเป็นเจ้าของรางวัล MacKitterick Prize จากเรื่อง- Zennor in Darkness (1994) รางวัล Orange Prize จาก A Spell of Winter (1996) และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Whitbread และ Orange Prize จากเรื่อง The Siege (2002)

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

The Host นิยายวิทยาศาสตร์สำหรับคนไม่ชอบวิทยาศาสตร์


หนึ่งในหนังสือที่เพิ่งอ่านจบไปเมื่อเร็วๆ นี้ แล้วยังพอจดจำได้ ก็เห็นจะเป็นเรื่องนี้นี่ล่ะค่ะ "ร่าง... อุบัติรักข้ามดวงดาว" หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า "The Host" ผลงานของสเตฟาีนี เมเยอร์ เจ้าเ่ก่านั่นเอง ฉบับภาษาไทยจัดพิมพ์โดย สนพ. เนชั่น

หลังจากประสบความสำเร็จถล่มทลายกับซีรี่ส์แวมไพร์ทไวไลท์ คนอ่านทั่วโลกก็คงสงสัยว่าแล้วต่อจากนี้เธอจะเอาอะไรหากินได้อีกล่ะ ก็ซีรีส์ชุดนี้น่ะยิ่งเขียนก็ยิ่งออกทะเล แต่เราก็ยังต้องตามซื้อกันล่ะนะ แหม.. ก็เอ็ดเวิร์ดออกจะหล่อซะปานนั้น เบลล่าก็น่ารักขนาดนี้ จะไม่อดใจเชียร์ได้ไงไหวล่ะคะ

แต่มาถึงนวนิยายเรื่องล่าสุดก็ต้องถือว่าสเตฟานียังเอาตัวรอดไปได้สวยทีเดียว แม้เนื้อหาในเ่ล่มจะยังคงวนเวียนอยู่กับอมนุษย์ แต่คราวนี้เธอเปลี่ยนแนวมาเขียนนิยายไซไฟ ว่าด้วยโลกในอนาคตที่ถูกเหล่า "วิญญาณ" ต่างดาวบุก และเข้าสิงครอบครองร่างของมนุษย์ มีเพียงร่างเท่านั้นที่ยังดำเนินไปตามชีวิตปกติประจำวัน แต่ความคิดจิตใจนี่ซิกลายเป็นของใครก็ไม่รู้!!? จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็แตะๆ อภิปรัชญาเชียวนะ ใครว่าเจ๊เขียนเป็นแต่เรื่องรักหวานจ๋อย ไม่จริงซักกะหน่อย ฮิๆ :-)

เรื่องราวทั้งหลายแหล่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวิญญาณไม่สามารถครอบครองความคิดจิตใจของ "มนุษย์" เพศหญิงคนหนึ่งได้เต็มร้อย แถมยิ่งนานวันความคิดของร่างก็ดูจะยิ่งมีอิทธิพลแข็งแกร่งกว่า "วิญญาณ" เสียอีก วิญญาณที่ว่านี้ก็เป็นเพศหญิงเช่นกัน ฝ่ายที่ถูกครอบครองร่างคือ "เมลานี" ส่วนวิญญาณนั้น เธอไม่มีชื่อเป็นของตัวเอง แต่ีเพราะเธอเดินทางมาไกลแสนไกล และเคยอาศัยดวงบนดวงดาวแปลกประหลาดมามากมาย เธอจึงเรียกตัวเองว่า "แวนเดอร์เรอร์" (ผู้พเนจร)

ผลของการที่ "แวนเดอร์เรอร์" เข้าสิงร่างเมลานี ทำให้แวนเดอร์เรอร์เห็นภาพหลอนประหลาด เธอเห็นกระท่อมกลางดงหนามในทะเลทราย เห็นเด็กชายที่ชื่อเจมี่ และเห็นชายหนุ่มที่เพียงเห็นในภาพฝัน หัวใจเธอก็รู้สึกเจ็บปวด ผลก็คือ "วิญญาณ" เริ่มมีความคิดจิตใจเช่นเดียวกับเจ้าของร่าง เมื่อเมลานีคิด เธอก็คิดด้วย เมื่อเมลานีเจ็บ เธอก็เจ็บด้วย และเมื่อเมลานีรู้สึก "รัก" วิญญาณก็ "รัก" ด้วย!

ด้วยเหตุนี้ "แวนเดอร์เรอร์" จึงพาตนเองและเมลานีมุ่งหน้าออกเดินทางเพื่อตามหาบุคคลทั้งสอง ได้แก่ "เจมี่" ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของเมลานี และ "จาเร็ด" ชายหนุ่มที่เมลานีได้พบตอนที่คิดว่าทั้งโลกนี้ไม่มีใครเหลือรอดอีกแล้ว และเขาได้กลายมาเป็นรักแท้และรักเดียวตลอดกาลของเธอ (เิ่ริ่มฟังคุ้นๆ แมะ)

ทั้งสองสาว คือ เมลานี และแวนเดอร์เรอร์ ได้ร่วมทางมาด้วยกันจนได้พบกับมนุษย์กลุ่มใหญ่ ซึ่งทำให้พวกเธอประหลาดใจมากเพราะไม่คิดว่าจะมีมนุษย์เหลือรอดอยู่มากขนาดนี้ ที่นี่เองเมลานีได้พบกับ "จาเร็ด" อีกครั้ง แต่จาเร็ดไม่เชื่อว่าหญิงสาวที่เห็นคือเมลานี เขาปักใจว่าสิ่งที่อยู่ในร่างกายคือวิญญาณจากต่างดาว เป็นปีศาจร้ายที่มาพรากเอาตัวตนของคนที่เขารักไป จาเร็ดจึงเกลียดขี้หน้าเมลานียิ่งกว่าอะไรดี และกลายเป็นฝ่ายที่กลั่นแกล้งเมลานีโดยไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำ!

ในช่วงแรกนั้น แวนเดอร์เรอร์ ต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่ร่วมกับมนุษย์ที่ไม่เชื่อว่าวิญญาณจะโผล่มาโดยไม่มีจุดประสงค์ร้าย แวนเดอร์เรอร์จึงต้องเผชิญกับความจงเกลียดจงชังจากมนุษย์ และพยายามทำให้พวกเขายอมรับเธอให้ได้ ระหว่างนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าเมลานียังมีชีวิตอยู่ ในที่สุดธรรมะก็ชนะอธรรม ความดีของแวนเดอร์เรอร์เอาชนะใจคนส่วนใหญ่ได้ และถึงขนาดมีชายหนุ่มแสนดีมาหลงรัก มิไยที่เธอจะพร่ำบอกว่าเขาหลงรักแค่เพียงรูปกายของเมลานี ตัวจริงของเธอนั้นเป็นแค่ตัวหนอนสีเงินแสนน่าเกลียดน่ากลัวในสายตาชาวโลก ชายหนุ่มก็ไม่สนใจ เขาพร่ำว่าเขามิได้หลงรักรูปกายหากเป็นความคิดของเธอ เขามิได้หลงรักเสียงของเธอ แต่เป็นสิ่งที่เธอพูด... อ่านแล้วได้แต่อุทานในใจว่า แม่เจ้าโว้ย! 555

ระหว่างนั้น ก็มีคนบางคนรวมถึงจาเร็ดที่เริ่มระแคะระคายว่าเมลาีนีอาจคงยังมีชีวิตอยู่ และเริ่มทำดีกับแวนเดอร์เรอร์ ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เีสียไพเราะเพราะพริ้งว่า "แวนด้า" เธอเริ่มรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขอชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวยทีเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะเมลานีกำลังจะหายไป!

"แวนด้า" สังเกตว่าเมลานีพูดกับเธอน้อยลงๆ จนวันหนึ่งก็หายไปเลย สิ่งนี้ทำให้แวนด้าตื่นตระหนกจนต้องไปขอความช่วยเหลือจาก จาเร็ด โดยให้เขาช่วย "จูบ" เธอหน่อย เพราะเธอแน่ใจว่าร่างกายของเมลานีจะมีปฏิกิริยากับเขาแน่ๆ (อย่าเพิ่งอ้วกซะก่อนนะ) ซึ่งก็ได้ผล เพราะเมลานีกลับมาในทันใด

เพื่อป้องกันไม่ให้ี่เมลานีหายไปอีกครั้ง แวนด้าต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่ เธอต้องเลือกว่าจะให้ "เมลานี" หรือ "เธอ" มีชีวิตอยู่ต่อไป เธอไม่อยากร่อนเร่ไปตามดาวต่างๆ อย่างโดดเดี่ยวอีกแล้ว จึงเลือกที่จะคืนร่างให้เมลานีโดยฝังร่างหนอนไร้ิวิญญาณของตนบนโลกมนุษย์

ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แวนด้าจะต้องตายหรือไม่ ก็คงเป็นอย่างที่เราๆ รู้กันอยู่

ที่จริงผู้เขียนสามารถจบเรื่องโดยทิ้งคำถามไว้ให้คิดก็ได้ หรือจะปล่อยให้แวนด้าตายไปเลยก็ได้เหมือนกัน แต่กลับเลือกให้เรืื่องนี้จบลงอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง แถมยังให้แวนด้าเข้าไปสวมร่างสาวสวยผมทองอีกต่างหาก ซึ่งทำให้การตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่กล่าวถึงมาตลอดเรื่องดูเบาโหวงเหวงไปอย่างน่าเสียดาย...

อย่างไรก็ตาม ไม่อาจกล่าวได้ว่า The Host เป็นนิยายไซไฟ หรือนิยายวิทยาศาสตร์ได้เต็มปาก เนื่องจากมีเพียงฉากเท่านั้นที่กล่า่วถึงโลกในอนาคต กับการพูดถึงเอเลี่ยนหรือสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว แต่การดำเนินเรื่องนั้นไม่ได้ใช้หลักวิทยาศาสตร์ตรงไหน การบรรยายถึงลักษณะของดวงดาวต่างๆ ก็ออกแนวเลื่อนเปื้อนเสียมาก แต่นี่คงไม่ใช่เรื่องผิดมากมาย หากคิดว่าผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ให้เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นนิยายรักที่มีฉากเกิดขึ้นในโลกอนาคตต่างหาก...


*หมายเหตุ* บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน นักอ่านท่านอื่นๆ อาจมีความเห็นแตกต่างกันไปก็ได้ ส่วนชื่อบทความนั้น ได้มาจากบทความภาษาอังกฤษจากเว็บไซต์หนึ่ง ที่ตอนนี้จำไม่ได้แล้วจ้ะ

--Published by Ketto @ Ketto Book--