วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เรื่องสั้นแปลจาก "Death By Scrabble" โดย Charlie Fish


"สแครบเบิลทำเหตุ" โดย ชาร์ลี ฟิช [1]

มันเป็นวันที่ร้อนอบอ้าวและผมก็แสนจะเกลียดเมียตัวเอง

เรากำลังเล่นสแครบเบิลกัน ซึ่งมันแย่ชะมัด ตอนนั้นผมอายุ 42 วันนั้นเป็นบ่ายวันอาทิตย์ที่ร้อนจัด สิ่งเดียวที่ผมจะทำกับชีวิตตัวเองได้ก็คงเป็นการเล่นสแครบเบิลนี่แหละ

แต่ผมควรได้ออกไปข้างนอก ไปออกกำลัง ไปสะพัดเงิน ไปพบหน้าค่าตาผู้คน ผมว่าตัวเองไม่ได้คุยกับใครนอกจากเมียตัวเองมาตั้งแต่เช้าวันพฤหัสโน่นแน่ะ ส่วนคนอื่นคนสุดท้ายที่ผมได้พูดด้วยก็็คือคนส่งนม

ผมได้ตัวอักษรห่วยแตก

ผมเล่นอย่างที่ควรทำด้วยคำว่า BEGIN ซึ่งตัว N ไปตกอยู่ในช่องดาวชมพูพอดี ได้ 22 แต้ม

ผมมองสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของเมียตอนที่หล่อนเรียงตัวอักษรลงบนกระดานเสียงดัง แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก ผมเกลียดหล่อน นี่ถ้าหล่อนไม่้อยู่บ้าน ป่านนี้ผมคงได้ไปทำอย่างอื่นที่น่าสนใจกว่านี้ ผมคงได้ไปปีนยอดเขาคิลิมานจาโร อาจได้ไปโผล่ในหนังฮิตเรื่องล่าของฮอลลีวู้ด หรือไม่ก็คงได้เอาเจ้าเรือใบนิวฮอไรซันสูง 60 ฟุต ออกไปแข่งรายการเวนดี้ โกลบ แล้ว ไม่รู้ซิ แต่ผมว่าผมคงได้ทำอะไรสักอย่างแหละ

เธอผสมตัวอักษรเป็นคำว่า JINXED โดยที่ตัว J ไปตกในช่องคะแนนดับเบิล 30 คะแนน หล่อนบี้ผมซะเรียบ บางทีผมควรฆ่าหล่อนซะ

นี่ถ้าเพียงแต่มีตัว D ผมคงได้สะกดคำว่า MURDER แล้ว ซึ่งนั่นจะเป็นการส่งสัญญาณ เป็นการอนุญาตให้ผมฆ่าเธอได้

ผมเริ่มเคี้ยวตัว U ที่มีอยู่ มันเสียนิสัย ผมรู้ ผมทำให้ตัวอักษรทั้งหมดสึก หนนี้ผมสะกดคำว่า WARMER ได้ 22 แต้ม ด้วยเหตุนี้ผมจึงยังเหลือตัว U ให้เคี้ยวต่อไปได้

ขณะที่หยิบตัวอักษรตัวอื่นๆ ออกจากถุงนั่นเอง ผมก็เกิดความคิดวาบขึ้นมาว่าตัวอักษรพวกนี้แหละ จะบอกว่าผมควรทำอะไร ถ้ามันสะกดว่า KILL หรือ STAB (แทง) หรือชื่อของหล่อน หรืออะไรก็ตาม ผมจะลงมือเดี๋ยวนั้นเลย ผมจะกำจัดหล่อนทิ้งซะ

ตัวอักษรในแถวของผมคือ MIHZPA แถมด้วยตัว U ในปาก ซวยฉิบ

ความร้อนของแสงอาทิตย์พุ่งผ่านหน้าต่างตรงมาที่ผม ได้ยินเสียงหรีดหริ่งเรไรของแมลงที่อยู่ข้างนอก หวังว่าพวกมันคงจะไม่ใช่ผึ้งนะ ฮาร์โรลด์ญาติของผมเคยกลืนผึ้งเข้าไปตอนอายุ 9 ขวบ ผลก็คือคอเขาบวมเป่งและสิ้นชีพในที่สุด ผมก็ได้แต่หวังว่าถ้าเป็นผึ้ง พวกมันจะบินเข้าไปในคอเมียผมเสียให้รู้แล้วรู้รอด

เธอสะกดคำว่า SWEATIER โดยใช้ตัวอักษรที่มีอยู่ทั้งหมด ได้ 20 แต้ม บวกกับโบนัสอีก 50 แต้ม นี่ถ้าไม่ใช่เพราะอากาศร้อนขนาดนี้ ผมคงพุ่งเข้าไปบีบคอเธอให้ตายคามือแล้ว

ผมเริ่มเหงื่อแตก ฝนน่าจะตก จะได้ไล่้อากาศแบบนี้ไป ทันทีที่ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว ผมก็นึกคำดีๆ ออก นั่นคือ HUMID ซึ่งได้แต้มเป็นดับเบิล ผมสะกดคำนี้ต่อกับตัว D ที่อยู่ในคำ JINXED ตัว U มีน้ำลายยืดออกมาเล็กน้อยตอนที่ผมวางลงไป รับอีก 22 คะแนน คราวนี้ผมหวังว่าเธอจะได้ตัวอักษรห่วยๆ บ้าง

<--ยังมีต่อนะตอน 2 นะคะ ^ ^ -->


-------------------------------------------------------------------------------

Death By Scrabble (or Tile M For Murder) [1]
By Charlie Fish

It's a hot day and I hate my wife.

We're playing Scrabble. That's how bad it is. I'm 42 years old, it's a blistering hot Sunday afternoon and all I can think of to do with my life is to play Scrabble.

I should be out, doing exercise, spending money, meeting people. I don't think I've spoken to anyone except my wife since Thursday morning. On Thursday morning I spoke to the milkman.

My letters are crap.

I play, appropriately, BEGIN. With the N on the little pink star. Twenty-two points.

I watch my wife's smug expression as she rearranges her letters. Clack, clack, clack. I hate her. If she wasn't around, I'd be doing something interesting right now. I'd be climbing Mount Kilimanjaro. I'd be starring in the latest Hollywood blockbuster. I'd be sailing the Vendee Globe on a 60-foot clipper called the New Horizons - I don't know, but I'd be doing something.

She plays JINXED, with the J on a double-letter score. 30 points. She's beating me already. Maybe I should kill her.

If only I had a D, then I could play MURDER. That would be a sign. That would be permission.

I start chewing on my U. It's a bad habit, I know. All the letters are frayed. I play WARMER for 22 points, mainly so I can keep chewing on my U.

As I'm picking new letters from the bag, I find myself thinking - the letters will tell me what to do. If they spell out KILL, or STAB, or her name, or anything, I'll do it right now. I'll finish her off.

My rack spells MIHZPA. Plus the U in my mouth. Damn.

The heat of the sun is pushing at me through the window. I can hear buzzing insects outside. I hope they're not bees. My cousin Harold swallowed a bee when he was nine, his throat swelled up and he died. I hope that if they are bees, they fly into my wife's throat.

She plays SWEATIER, using all her letters. 24 points plus a 50 point bonus. If it wasn't too hot to move I would strangle her right now.

I am getting sweatier. It needs to rain, to clear the air. As soon as that thought crosses my mind, I find a good word. HUMID on a double-word score, using the D of JINXED. The U makes a little splash of saliva when I put it down. Another 22 points. I hope she has lousy letters.

----------------------------------------------------------

<--- พรุ่งนี้ค่อยมาต่อตอน 2 กันนะคะ--->

Translated by Ketto
English short story by Charlie Fish
All content is copyright

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

"มหัศจรรย์ อินโก" วรรณกรรมเยาวชนสำหรับเด็ก หรือเปล่านะ?

"ข้าหวังใจได้ไปอยู่ในอินโก
ไกลออกไปในทะเลแสนเค็ม
ล่องเรือเหนือผืนน้ำสุดลึำกล้ำ..."

ขอสารภาพตามตรงเลยว่า ตอนแรกที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาก็เพราะ "ปก" พอเปิดผ่านๆ ไปได้นิดหนึ่งก็เห็นว่าเป็นหนังสือสำหรับเด็กที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงือกๆ ซึ่งก็เป็นแนวที่สนใจอยู่ เรื่องของเรืื่องคือไม่ได้อ่านหนังสือเด็กมานานมากแล้วเลยไม่แน่ใจว่ามาอ่านตอนนี้จะสนุกหรือเปล่า แต่ก็ตัดสินใจซื้อเพราะเห็นว่าเรื่องราวเข้าท่่าดีค่ะ :->

พอนั่งอ่านเป็นเ่รื่องเป็นราวก็เริ่มรู้สึกว่า อุแม่เจ้า! นี่มันหนังสือสำหรับเด็กหรือนี่... และยิ่งเป็นเด็กอายุ 9-12 ขวบด้วย (ตามการจัดเรทของฝรั่ง) เพราะเนื้อหาในหนังสือมันช่างซีเรียสและสมจริงเสียเหลือเกิน ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งพ่อที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ครอบครัวที่ใกล้จะอับปาง แม่ที่เก็บกด ลูกสาวที่ไม่ยอมเชื่อฟัง และโลกใต้น้ำที่แสนมหัศจรรย์ แต่ก็โหดร้ายด้วยในขณะเดียวกัน...

อ่านแล้วก็คิดว่า "นี่น่าจะเป็นหนังสือสำหรับเด็กอายุ 9 ขวบ หรือเปล่า?"

...ก่อนพบอินโก พ่อที่หายตัวไป และเด็กหญิงเจ้าปัญหา...

หนังสือเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของสองพี่น้อง แซฟไฟร์ และคอเนอร์ ที่พ่อของพวกเขาหายตัวไปอย่างลึกลับกลางทะเลในคืนหนึ่ง การหายตัวไปของพ่อนับเป็นปริศนาสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน เนื่องจากใครๆ ก็รู้ว่าเขารู้จักทะเลเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง จึงยากจะเชื่อว่าจะพลาดท่าเสียทีให้แก่ทะเลในคืนที่คลื่นลมสงบได้

เมื่อพ่อหายไป แม่กลายเป็นคนที่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดของบ้าน และนั่นเองที่ทำให้บ้านไม่เป็นบ้านอีกต่อไป นอกจากจะขาดพ่อแล้ว เด็กทั้งสองคนยังเหมือนขาดแม่อีกด้วย ความที่ต้องทำงานหนักและไม่ค่อยอยู่บ้านเลยทำให้แม่กับลูกไม่ค่อยจะสื่อสารกัน โดยเฉพาะกับเด็กหญิงแซฟไฟร์ ที่รู้สึกมาตลอดเวลาว่าคอร์เนอร์เป็นคนโปรดของแม่ ไม่ใช่ตัวเอง

แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่เข้ามาจุดประกายความหวังให้เด็กทั้งสอง แซฟไฟร์รู้สึกผิดสังเกตเมื่อพบว่าคอร์เนอร์หายตัวไปบ่อยขึ้น วันหนึ่งเธอพบพี่ชายอยู่บนชายฝั่งกำลังคุยกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่เธอคิดว่าสวมชุดประดาน้ำ และครั้งที่สองที่แซฟไฟร์ตามคอเนอร์ออกไปที่ทะเล เธอก็ได้พบกับ "ฟาโร" เงือกเด็กชายที่พาเธอลงไปรู้จักกับโลกใต้น้ำที่แสนมหัศจรรย์ และเกือบไปถึงดินแดนที่เรียกว่า "อินโก"

การได้รู้ว่ามี "อินโก" อยู่ ทำให้เด็กทั้งสองเริ่มมีความหวังว่าพ่ออาจยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งในหนังสือก็ได้กล่าวเป็นนัยๆ มาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่า่พ่อของพวกเขาอาจมีสายเลือดของเงือกหรือชาวอินโกอยู่ในตัว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนอ่านจะรับรู้ได้ว่าพ่อของเด็กๆ ไม่ได้หายตัวไปไหนนอกจากไปอยู่ในอินโกนั่นเอง... (ยกเว้นว่าคนเขียนจะหักมุมให้เป็นอย่างอื่นในภาค 2 น่ะนะ)

เฮเลน ดันมอร์ ผู้เขียน บรรยายถึงเฉากใต้น้ำได้อย่างสมจริง ภาพของท้องทะเลสีเขียวเข้ม กับสรรพชีวิตใต้ทะเลที่เคลื่อนไหวไปมา ทำให้เรามองเห็นโลกอีกโลกหนึ่งทีสุขสงบ ในขณะที่ภาพของกระแสน้ำที่โลดแล่นรุนแรงก็สื่อถึงอันตรายของสิ่งที่มองไม่เห็นได้อย่างชัดเจน

...พบเงือกขี้โมโห...

อย่างไรก็ตาม ชาวเงือกที่เด็กๆ ไม่ใช่เงือกใจดีอย่างในนิยทาน พวกเขายโส ขี้โมโห และยังเต็มไปด้วยความลึกลับ การที่ "ฟาโร" รู้อะไรต่างๆ มากมายแต่ไม่ยอมเปิดเผยออกมานั้น ช่างดูมีเลศนัย และจิตเจตนาที่มุ่งร้ายต่อเหล่านักประดาน้ำที่มารบกวน "ลิมินา" ก็ทำให้เงือกเด็กตัวนี้เกือบๆ จะเป็นตัวร้ายของเรื่องเลยทีเดียว

หากจะให้มีแ่ต่เงือกขี้โมโหเป็นเพื่อน เด็กๆ ก็คงดูน่าสงสารเกินไป ผู้เเขียนเลยส่ง "คุณยายคาร์น" มาเป็นแม่ทูนหัวหรือนางฟ้าผู้อารีให้เด็กๆ ในตอนที่แซฟไฟร์ซึ่งมีความเป็น "อินโก" อยู่ในตัวมากกว่าพี่ชายทนเสียงเรียกร้องของทะเลไม่ไหวนั้น ก็ได้คุณยายคาร์นนี่แหละมาช่วยไว้ได้ทันเวลา และุคุณยายคาร์นยังเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องอินโก และเชื่อว่าพ่อของพวกเด็กๆ ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

ในเรื่องนี้เด็กหญิงแซฟไฟร์เล่นบทบาทเป็นเด็กเจ้าปัญหา การจากไปของพ่อมีผลกระทบต่อเธอมากกว่าพี่ชาย อีกทั้งการที่เธอรู้สึกว่าไม่ใช่คนโปรดของแม่อาจทำให้เธอรู้สึกเป็นคนนอกในบ้านตัวเองอีกด้วย ความรู้สึกที่ว่านี้ชัดเจนขึ้นเมื่อแม่มีคนรักใหม่ (โรเจอร์) และพยายามนำเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว

แม้โรเจอร์จะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่แซฟไฟร์ก็รับเรื่องนี้ได้ยากเต็มที พ่อหายตัวไปไม่ถึงปีแม่ก็มีคนรักใหม่ ต่างจากคอร์เนอร์ที่ดูจะรับเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า (อ่านแล้วก็งงๆ เหมือนกันว่าไหงแม่ของเด็กๆ ถึงได้ตัดสินใจจะหาพ่อใหม่รวดเร็วนัก) แม้จะเกลียดขี้หน้่าึึคนรักใหม่ของแม่ แต่เมื่อบททดสอบมาถึงแซฟไฟร์ก็ต้องเลือกระหว่างการเพิกเฉย กับการช่วยชีวิต "โรเจอร์" ให้ได้ ซึ่งคนอ่านก็คงคาดเดาได้ว่าเธอจะเลือกอะไร

...เกี่ยวกับผู้เขียน และบทสรุปของหนังสือ...

เฮเลน ดันมอร์ เก่งในการสร้างบรรยากาศสมจริง ทั้งการบรรยายถึงเมืองเล็กๆ ริมฝั่งทะเลในคอร์นวอลล์ (ทั้งๆ ที่ผู้เขียนเกิดและโตในยอร์กเชียร์) อุปนิสัยช่างซุบซิบนินทาของผู้คนในเมืองเล็ก ความเชื่อในท้องถิ่น และชีวิตครอบครัวที่เปราะบาง พล็อตเรื่องไม่มีอะไรใหม่ตามประสาหนังสือชุด (Series) แต่ผู้เขียนก็ได้ทิ้ง hint ไว้ด้วยว่าคอร์เนอร์อาจมีบทบาทสำคัญในภาคต่อๆ ไป เพราะเขามีลักษณะเหมือนคุณยายคาร์นที่เป็นแม่มดนั่นเอง

โดยรวมแล้ว "มหัศจรรย์...อินโก" เป็นหนังสือที่อ่านสนุก มีความสมจริง แต่ติดที่การดำเนินเรื่องออกจะอืดไปมาก และพล็อตเรื่องไม่มีอะไรใหม่ นอกจากนี้ยังอาจมีความรุนแรงแฝงอยู่ (เช่น เงือกที่มุ่งร้ายต่อนักประดาน้ำ หากคนพวกนั้นจะตายก็ไม่เป็นไร, พ่อที่หายไปอาจถูกฆ่าตายกลางทะเล, การกล่าวถึงนัยะเรื่องทางเพศแบบอ้อมๆ เมื่อแม่มีคนรักใหม่ ฯลฯ)

เนื้อหาเหล่านี้ทำให้ในหน้า comment ของอเมซอนมีเหล่าคุณแม่ที่ออกมาแสดงความเห็นกันฟันธงไปเลยว่า "หนังสือเรื่องนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็ก" แต่เราว่าเด็กๆ สมัยนี้แก่แดดกันจะตาย อาจมีวุฒิภาวะมากกว่าที่เราคิดไว้ก็ได้ แ่ต่พอคิดว่าเป็นเด็กอายุ 9 ขวบแล้ว ก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่าหนังสือเรื่องนี้ออกจะเนื้อหาหนักและมืดหม่นเกินไปสำหรับเด็กอายุ 9 ขวบ แต่โชคดีที่ในเมืองไทย ทาร์เก็ตของหนังสือเล่มนี้ซึ่งจัดพิมพ์โดย เพิร์ล พับบลิสชิง จะมีอายุอยู่ในราว ม.ปลาย (จากการเดินสำรวจในงานสัปดาห์หนังสือ) หรือประมาณ 14-15 ขึ้นไป

วรรณกรรมเยาวชน ชุด "อินโก" (Ingo) มี 4 เล่ม ได้แก่ Ingo (2005), The Tie Knot (2006), The Deep (2007) และ The Crossing of Ingo (2008) ซึ่งเป็นเล่มจบ

เฮเลน ดันมอร์ ยังเป็นนักเขียนที่มีผลงานหลากหลาย ทั้งนิยายสำหรับผู้ใหญ่ (ไม่ได้หมายถึงเรื่องอีโรติกนะคะ แต่หมายถึงนิยายทั่วไปน่ะ อย่าคิดลึกนะ หุๆ ^ ^ ) วรรณกรรมเยาวชน บทกวี และบทความต่างๆ และยังเป็นเจ้าของรางวัล MacKitterick Prize จากเรื่อง- Zennor in Darkness (1994) รางวัล Orange Prize จาก A Spell of Winter (1996) และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Whitbread และ Orange Prize จากเรื่อง The Siege (2002)